Get Adobe Flash player

admin

Best Practice 2558

S__4653074

From …KM forum Rajamangala University of Technology Lanna  3-5 February, 2016.

Photoshop : การลบพื้นหลังออกจากภาพให้เป็นธรรมชาติ

การตัดต่อรูปภาพคนนั้น มักจะเกิดปัญหาเสมอโดยเฉพาะการตัดต่อบริเวณเส้นผม หากตัดต่อด้วยวิธีธรรมดาจะได้รูปภาพ

ที่ดูไม่เป็นธรรมชาติ  ในบทความนี้จะมาแนะนำวิธีการตัดต่อภาพโดยยังคงเก็บรายละเอียดเล็กน้อย เช่น เส้นผม ไว้ได้

 

1. ขั้นแรก เปิดรูปภาพที่ต้องการตัดต่อขึ้นมา จากนั้นทำการ copy layer ของรูปภาพขึ้นมา 1 layer และลบ background layer

เดิมทิ้งไป

 (เนื่องจากในตอนแรก layer ของรูปนั้นจะเป็น background layer ซึ่งจะไม่สามารถตัดต่อได้ จึงต้องทำการ copy layer ก่อน)

1

 

2. จากนั้นใช้อุปกรณ์ Quick Selection tool ในการเลือกบริเวณ background ที่ต้องการลบทิ้ง โดยเว้นบริเวณปอยผมเอาไว้

          หากใช้ Quick Selection tool แล้วกินเข้าไปในส่วนที่ไม่ต้องการลบ ให้กด Alt ค้างไว้ จะเป็นการลบบริเวณที่

selected ไป

2

4

 

3. เมื่อทำการ select เสร็จ ให้ไปที่ menu bar ด้านบน เลือก Select –> Refine Edge…

5

          เลือกช่อง View เป็นแบบ on white เพื่อที่จะให้ background จำลองป็นสีขาว ง่ายต่อการมองรายละเอียด

          และทำเครื่องหมายถูกในช่องเมนู Edge Detection และ Output จากนั้นปรับค่า Radius และ Amount เพื่อทำให้

background บริเวณปอยผมจางลง

8

          ในการปรับค่านั้น ไม่จำเป็นต้องปรับมากเกินไป แม้ว่าบริเวณปอยผมที่เราต้องการจะสามารถลบ background

ออกไปได้ แต่อาจส่งผลกระทบต่อบริเวณอื่นของรูปภาพ ดังรูปในตัวอย่าง บริเวณตรงปอยผมสารถลบ background ได้

แต่บริเวณมือ และสายสะพายกล้องถูกลบสีออกไปเช่นกัน

9

กรณีที่ปรับค่ามากเกิน จนลบสีในส่วนมือและสายกล้องออกไปด้วย

10

ปรับค่าให้มากที่สุดแต่ไม่มีผลกระทบต่อส่วนอื่นของภาพ เช่นในรูปนี้ ปรับได้ประมาณ Radius 50 px และ Amount 60% 

แต่ยังคงเหลือ background บางส่วนที่ยังไม่ถูกลบ

          4. ต่อไปจะเก็บรายละเอียดของ background ที่ยังไม่ถูกลบ โดยใช้เครื่องมือ Refine radius tool

11

          ค่อยๆใช้พู่กัน Refine radius tool ระบายบริเวณพื้นที่ background ที่ต้องการลบ  ต้องระวังไม่ระบายชิดบริเวณที่ไม่ต้องการ

ลบจนเกินไป เพราะรายละเอียดบริเวณนั้นอาจหายไปด้วย

          เมื่อลบเสร้จแล้ว กด ok ก็จะได้ภาพนักศึกษาที่ลบ background ข้างหลังแล้วแต่ยังคงเก็บรายละเอียดปลีกย่อยเช่น

เส้นผมไว้ได้  ทำให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้น

12

 

          ใส่ background ใหม่ที่ต้องการ ปรับแสงและความคมชัดเพิ่มเติมให้เข้ากับ background เพื่อความเนียนชัดมากขึ้น

13

 

วิธีนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการตัดต่อทุกรูปแบบ เพื่อนให้ขอบในการตัดต่อภาพมีความเนียนมากกว่าการตัดต่อแบบปกติได้

วิธีลบข้อมูลซ้ำอย่างรวดเร็วภายใน Excel

Microsoft Excel มีเครื่องมือหนึ่ง ที่ชื่อว่า “Remove Duplicates” ที่จะช่วยให้เราสามารถลบข้อมูลที่ซ้ำกันภายในเซลล์ออก จนเหลือเพียงข้อมูลเดียวเท่านั้น  ส่วนวิธีการใช้งานใช้งานเครื่องมือนั้นไม่ยุ่งยากเลย เพียงแค่เราเลือกช่วงข้อมูลที่มีการซ้ำกัน และคลิกที่เครื่องมือลบข้อมูลซ้ำ  รายละเอียดดังนี้

  • ยกตัวอย่างดังภาพด้านล่าง จะเห็นได้ว่ามีข้อมูลที่ซ้ำกัน(สีเขียว)อยู่ภายในตาราง ไม่ว่าข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นตัวอักษร หรือตัวเลข เครื่องมือ “Remove Duplicates” ก็สามารถลบค่าที่ซ้ำกันออกได้

km9-58P1

 

kmPic2

kmPic3

kmPic4

เพียงเท่านี้ข้อมูลต่างๆ ที่มีค่าซ้ำกันก็จะถูกลบออกอย่างรวดเร็วด้วยเครื่องมือที่ทาง Microsoft Excel มีให้เราได้ใช้งานกันได้อย่างง่ายๆ ด้วยเครื่องมือที่มีชื่อว่า “Remove Duplicates” 

CSS : Margin and Padding

ในการออกแบบเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม หลักการหนึ่งที่นำมาใช้บ่อยๆ นั่นก็คือ Space (ที่ว่าง) สำหรับเว็บไซต์แล้ว ที่ว่างก็นับว่ามีความสำคัญไม่น้อย การจัดองค์ประกอบให้มีที่ว่างจะทำให้ข้อมูลดูไม่แน่นจนเกินไป และสามารถเพิ่มความน่าอ่านได้เช่นกัน ในการใช้ CSS ส่วนหนึ่งที่ใช้กำหนดระยะห่างของส่วนประกอบต่างๆเพื่อสร้างที่ว่างดังกล่าว ก็ได้แก่การกำหนด Margin และ Padding 

 

ข้อแตกต่างระหว่าง Magin และ Padding 

  • Margin คือ การกำหนดระยะห่างระหว่างขอบของวัตถุ”ด้านนอก”กับวัตถุอื่นๆ เช่น การเว้นระยะขอบของพื้นที่ content กับตาราง
  • Padding คือ การกำหนดระยะห่างระหว่างขอบของวัตถุ”ด้านใน”กับวัตถุที่อยู่ภายใต้กรอบ เช่น การเว้นระยะขอบของพื้นที่ระหว่างกรอบตาราง กับตัวอักษรข้างใน

แต่ว่า การกำหนดระยะห่างทั้งสองรูปแบบจะเขียนในฟอร์มที่เหมือนกัน ดังนี้

 

รูปแบบการเขียนกำหนด Margin

1

  • margin-top คือ เว้นระยะขอบบน
  • margin-bottom คือ เว้นระยะขอบล่าง
  • margin-right คือ เว้นระยะขอบขวา
  • margin-left คือ เว้นระยะขอบซ้าย

กรณีต้องการเขียนให้สั้นลง จะเขียนในรูปแบบ

2

ส่วนสำคัญจะอยู่ที่ค่าด้านหลัง จะใส่ได้ตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 4 ค่า ซึ่งให้ความหมายที่แตกต่างกัน ตามตัวอย่างดังนี้

  • margin: 25px 50px 75px 100px;
    • ค่าที่ 1 (25 px) หมายถึง เว้นระยะขอบบน 25 px
    • ค่าที่ 2 (50 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบขวา 50 px
    • ค่าที่ 3 (75 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบล่าง 75 px
    • ค่าที่ 4 (100 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบซ้าย 100 px
  • margin: 25px 50px 75px;
    • ค่าที่ 1 (25 px) หมายถึง เว้นระยะขอบบน 25 px
    • ค่าที่ 2 (50 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบซ้ายและขวา ด้านละ 50 px
    • ค่าที่ 3 (75 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบล่าง 75 px
  • margin: 25px 50px;
    • ค่าที่ 1 (25 px) หมายถึง เว้นระยะขอบบนและล่าง ด้านละ 25px
    • ค่าที่ 2 (50 px) หมายถึง  เว้นระยะขอบซ้ายและขวา ด้านละ 50px
  • margin: 25px;
    • หมายถึง เว้นระยะขอบทุกด้าน ด้านละ 25px

 

รูปแบบการเขียนกำหนด Padding

3

  • padding-top คือ เว้นระยะขอบบน(ด้านใน)
  • padding-bottom คือ เว้นระยะขอบล่าง(ด้านใน)
  • padding-right คือ เว้นระยะขอบขวา(ด้านใน)
  • padding-left คือ เว้นระยะขอบซ้าย(ด้านใน)

กรณีต้องการเขียนให้สั้นลง จะเขียนในรูปแบบ

4

ส่วนสำคัญจะอยู่ที่ค่าด้านหลัง จะใส่ได้ตั้งแต่ 1 ไปจนถึง 4 ค่า คล้ายกับการกำหนดค่า Margin

Group meeting 3/2558

ประชุมกลุ่มเทคโนโลยีสารสนเทศ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้จากการปฏิบัติงานระหว่างบุคลากรภายในกลุ่ม ติดตามผลการดำเนินงานรอบ 3 เดือนหลัง และมอบหมายงานใหม่ พร้อมเร่งรัดงานที่ยังไม่เสร็จ เมื่อวันที่ 28/07/2558
2015-07-28 11.04.322015-07-28 11.04.392015-07-28 11.05.202015-07-28 11.19.302015-07-28 11.19.26

การสร้าง Actions ใช้เองบน Photoshop

Actions ของ Photoshop คืออะไร?

3

Actions คือชุดคำสั่งที่เก็บบันทึกขั้นตอนการทำงานบนโปรแกรม Photoshop ซึ่งเมื่อมีการกดใช้แล้ว โปรแกรมจะกระทำชุดคำสั่งตามขั้นตอนต่างๆที่บันทึกไว้ ซึ่งการใช้ชุดคำสั่งแบบนี้จะมีประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้งานที่ต้องทำงานในขั้นตอนซ้ำๆ ซึ่งจะช่วยประหยัดเวลาและลดโอกาสผิดพลาดจากการทำในขั้นตอนซ้ำๆหรือใช้งานบ่อยๆได้ เช่น การปรับขนาดรูป ปรับสี ลงสี แปลงไฟล์

 

การเรียกใช้หน้าต่าง Actions

2

– กดที่ไอคอนรูป Play

– เรียกใช้โดยไปที่แถบเมนู Window > Actions

– กดคีย์ลัด Alt + F9

 

การสร้าง Actions ไว้ใช้เอง

ตามปกติแล้ว Actions สามารถโหลดมาใช้งานได้ แต่ในบทความนี้ เราจะมาบอกขั้นตอนวิธีการสร้าง Actions ด้วยตนเองเพื่อให้เหมาะกับการใช้ในแต่ละงาน

1. กดที่ไอคอน Create new action ที่มุมล่างของหน้าต่าง Actions เพื่อเรียกหน้าต่างการสร้าง Action ใหม่

a1

2. แสดงหน้าต่างเพื่อเซตค่า Action ใหม่ เช่น ชื่อ action, คีย์ลัด, โฟเดอร์

a2

3. เมื่อได้ Action ใหม่แล้ว ทีนี้จะมาถึงขั้นตอนการบันทึกขั้นตอนเพื่อใช้ Action นั้น โดยกดปุ่มเริ่มบันทึก

a3

4. หลังจากกดปุ่มเริ่มบันทึกไปแล้ว ให้ผู้ใช้ทำการบันทึกขั้นตอนที่ต้องการลงไป เช่น

กรณีสมมติ ในรูปตัวอย่างต้องการบันทึกขั้นตอนการ stroke เส้น path พร้อมลบเส้น path ออก แล้วต้องการกำหนดขั้นตอนการทำงานเป็น : select path > คลิกขวาเลือก stroke path > เลือกรูปแบบเส้นแบบ brush > กด OK > delete path

a4

5. เมื่อบันทึกขั้นตอนต่างๆเรียบร้อยแล้ว ให้กดหยุดบันทึก เป็นอันเสร็จสิ้นการสร้าง action

ซึ่งหากต้องการทดสอบว่า action ที่ใช้สามารถใช้งานได้หรือไม่ ก็ให้กดดับเบิ้ลคลิกที่ตัว action นั้นๆ หรือกดคีย์ลัดที่เซตค่าเอาไว้

a5

สร้างแบบสอบถามออนไลน์ ด้วยการใช้ Google Form [3]

Untitled

หลังจากในคราวที่แล้วที่ได้นำเสนอในเรื่องการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ โดยใช้แอปพลิเคชั่นบน Google Drive ในส่วนของเครื่องมือปรับแต่งแบบสอบถามและประเภทของคำถามต่างๆ ในคราวนี้เราจะมากล่าวเพิ่มเติมในเรื่องของการดูผลลัพท์แบบสอบถามหลังจากใช้งานแบบสอบถามออนไลน์ เพื่อให้ผู้ใช้นำผลไปประมวลผลหรือนำไปใช้ต่อได้

ภายหลังการนำแบบสอบถามออนไลน์ไปใช้ และมีผู้ตอบแบบสอบถามเข้ามา คำตอบนั้นจะนำมาเก็บไว้ในบัญชีของผู้สร้าง ซึ่งในการดูผลลัพธ์นั้น สามารถทำได้ดังนี้

 

การดูผลลัพธ์ (แบบข้อมูลดิบ)
1. จากหน้า layout ขอบแบบสอบถามออนไลน์ ให้คลิกที่ปุ่ม View Responses (ข้าง View live form)

g30
2. เมื่อคลิกแล้ว จะปรากฎข้อมูลในรูปของตาราง spreadsheet (คล้ายๆ excel ที่เชื่อมคำตอบกับแบบสอบถามโดยอัตโนมัติ )
แถวบนสุดจะแสดงหัวข้อคำถามที่ถาม และแถวถัดๆมาจะเป็นคำตอบ ดังตัวอย่าง

g31

ดังที่กล่าวมาในครั้งที่แล้วว่า หัวข้อคำถามประเภท scale จะให้ผลต่างจาก grid โดย scale จะแสดงค่าผลลัพธ์เป็นตัวเลข ในขณะที่ grid จะแสดงผลเป็นตัวอักษารตามค่าที่ระบุไว้

 

การดูผลลัพธ์ (แบบสรุปเชิงสถิติ)
1. จากหน้า layout ขอบแบบสอบถามออนไลน์ ให้ไปเมนู Responses > Show summary of responses

g32
2. ผลลัพธ์ของคำตอบที่มีคำตอบตายตัว(เช่น เลือกช้อยส์ต่างๆ)จะแสดงออกมาในรูปของการสรุปผลเป็นแผนภูมิแท่ง แผนภูมิวงกลม โดยจะแบ่งแยกตามหัวข้อต่างๆ และแสดงจำนวนผู้ตอบหรือแสดงเป็นเปอร์เซ็นต์เพื่อให้นำผลไปเปรียบเทียบได้ง่ายขึ้น ส่วนคำตอบปลายเปิด (ที่ให้พิมพ์ตอบทั้งหลาย) จะแสดงออกมาในรูปข้อความ สามารถเลื่อนดูคำตอบทั้งหมดได้

g33 g34  g35

 

 

ทั้งนี้ คำตอบทั้งหมดที่อยู่ในตาราง สามารถจะนำไปประยุกต์ใช้กับโปรแกรมทางสถิติอื่นๆ เช่น SPSS ได้ โดยในการเอาไปใช้งานนั้น ผู้ใช้งานต้องแปลงคำตอบตายตัวที่อยู่ในรูปตัวอักษรให้กลายเป็นตัวเลขก่อน เช่น แปลงค่าความคิดเห็นเป็นตัวเลขต่างๆ (มากที่สุด = 5 มาก =4  ปานกลาง = 3 น้อย = 2 น้อยที่สุด = 1  เป็นต้น) ด้วยการใช้ฟังก์ชั่น find and replace เพื่อให้ข้อมูลกลายเป็นตัวเลขที่สามารถนำไปใช้ในโปรแกรมทางสถิติที่รองรับต่อไป

g36

วิธีการเปิดฟีเจอร์ Undo Send บน Gmail

ในปัจจุบันบริการ E-mail  นั้นเป็นที่นิยมใช้งานอยู่ไม่น้อย  เพราะสามารถพิมพ์ส่งจดหมาย สามารถส่งไฟล์เอกสาร ไฟล์ภาพ ในการติดต่อหาเพื่อนๆ หาญาติ หาเจ้านาย และติดต่อลูกค้า และในการส่ง e-mail แต่ละครั้งจะยกเลิกไม่ได้ จดหนั้นถึงผู้รับภายในเพียงเสี้ยววินาที ดังนั้นหากเผลอส่งเอกสารสำคัญโดยที่ส่ง E-mail ผิดคนละก็ เรื่องใหญ่แน่ๆ ยกเลิกก็ไม่ได้ด้วย  ดังนั้น Gmail ก็ได้ริเริ่มเปิดฟีเจอร์ใหม่ Undo Send ให้สามารถยกเลิกการส่งได้ ในกรณีเผลอคลิก ส่งจดหมาย ไปแล้ว แต่ส่งผิดคน

วิธีการเปิดฟีเจอร์ Undo Send บน Gmail 

  • ทำการเข้าสู่ระบบ E-mail ของคุณ จากนั้นคลิกไอคอนตั้งค่าแล้วเลือกที่ Settings ดังตัวอย่างรูปภาพด้านล่าง
  • km-01juneจากนั้นเลื่อนหน้าเว็บมาด้านล่าง จะพบ Undo Send ให้ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ช่อง Enable Undo Send แล้วเลือกเวลาที่คุณสามารถตัดสินใจกดปุ่ม undo เพื่อยกเลิกการส่งได้สามารถเลือกได้ดังนี้ 5 วินาที ,10 วินาที , 20 วินาที และ 30 วินาที ได้ตามต้องการ  เสร็จแล้วคลิก Save Changes เท่านี้ก็เป็นการเปิดฟีเจอร์ Undo Send ของ Gmail แล้ว (ตัวอย่างดังภาพด้านล่าง)

km-02june

 

วิธีใช้ Undo Send หลังตั้งค่าเปิดใช้งานแล้ว

  • เขียนจดหมาย ( COMPOSE )ส่ง E-mail ตามปกติ แต่เมื่อคลิกปุ่ม SEND เพื่อส่ง E-mail จะปรากฎให้เห็นว่า คุณสามารถคลิก undo เพื่อยกเลิกการส่งจดหมายได้หลังจากส่ง SEND ไปแล้ว(ตามที่คุณตั้งเวลา ถ้าเลยกำหนด เท่ากับว่าส่งจดหมายไปเรียบร้อย)  ลองคลิก undo กันดู จะกลับมาหน้าเขียนจดหมายอีกครั้ง

km-03june

สร้างแบบสอบถามออนไลน์ ด้วยการใช้ Google Form [2]

Untitled

 

หลังจากในคราวที่แล้วที่ได้นำเสนอในเรื่องการสร้างแบบสอบถามออนไลน์ โดยใช้แอปพลิเคชั่นบน Google Drive โดยกล่าวถึงขั้นตอนการสร้างเบื้องต้นไปแล้วนั้น มาคราวนี้เราจะมากล่าวกันต่อในส่วนการใช้งานว่า เครื่องมือที่ทางแอปพลิเคชั่นให้มา จะเอามาปรับแต่งแบบสอบถามให้ดีขึ้นได้อย่างไร ส่วนไหนเอามาใช้งานได้อย่างไรบ้าง ซึ่งเครื่องมือปรับแต่งนั้น เราจะมาอธิบายในส่วนของ Add item

4

 

1. การแบ่งแบบสอบถามออกเป็นตอนๆ

– ให้คลิกเลือกที่ add item

– จะแสดงเครื่องมือออกมาให้เลือก ให้เลือกที่ Section Header

– จะขึ้น Section เพิ่มขึ้นมาให้กรอกชื่อตอน (Header Text) และคำอธิบาย (Description)

– กดปุ่ม Done เพื่อเพิ่ม Section นั้นเข้าไปในแบบสอบถาม จะได้ผลลัพธ์ดังรูป แต่หากจะยกเลิก ให้กดรูปถังขยะที่มุมขวาก่อนกด Done

 

2. ประเภทหัวข้อคำถามที่ใช้

หัวข้อคำถามสำหรับแบบสอบถามในเครื่องมือที่ให้มา สามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม โดย

– การเลือกที่ add item

– จะแสดงเครื่องมือออกมาให้เลือก ให้เลือกที่ประเภทคำถามตามต้องการ

– ปรับแต่งค่าคำถาม คำตอบ ตามประเภทที่เลือกไว้

– กดปุ่ม Done

 

ต่อมาเราจะมาพูดถึงประเภทคำถามรูปแบบต่างๆที่สามารถใช้ได้ ดังต่อไปนี้

2.1 Text ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบให้ผู้ตอบแบบสอบถามเขียนตอบโดยอิสระในรูปแบบตัวอักษร

เหมาะสำหรับ > การตอบคำถามปลายเปิดที่มีข้อความไม่ยาวนัก เช่น ถามชื่อผู้ตอบแบบสอบถาม , Email Address เป็นต้น

a9

 

2.2 Paragraph Text ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบให้ผู้ตอบแบบสอบถามเขียนตอบโดยอิสระในรูปแบบตัวอักษรเช่นเดียวกับแบบ Text แต่จะสามารถเก็บค่าตัวอักษรได้มากกว่า

เหมาะสำหรับ > การตอบคำถามปลายเปิดที่มีข้อความยาวๆ เช่น ถามความคิดเห็น (ที่คนตอบอาจจะตอบอธิบายยาวๆ) , เขียนรายละเอียดที่อยู่ เป็นต้น

a8

 

2.3 Multiple Choice ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบที่มีคำตอบตายตัว และมีตัวเลือกให้เลือกตอบ ซึ่งผู้ตอบจะเลือกตอบได้เพียงข้อเดียวจากตัวเลือกทั้งหมดที่ให้

เหมาะสำหรับ > การตอบคำถามปลายปิดที่ต้องการคำตอบที่แน่ชัด เช่น คำถามในลักษณะข้อสอบทั่วไป

a7

 

2.4 Check Boxes ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบที่มีคำตอบตายตัวเช่นเดียวกับแบบ Multiple Choice แต่จะสามารถเลือกตอบได้มากกว่า 1 คำตอบ

เหมาะสำหรับ > การตอบคำถามปลายปิดที่ต้องการคำตอบที่แน่ชัด แต่เลือกได้หลายข้อ เช่น เลือกคุณสมบัติต่างๆ

a6

 

2.5 Choose From List ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบที่มีคำตอบตายตัวเช่นเดียวกับแบบ Multiple Choice แต่ตัวคำตอบจะซ่อนอยู่ในลิสท์คำตอบ ซึ่งจะเลือกตอบได้เพียงข้อเดียวจากตัวเลือกทั้งหมด

เหมาะสำหรับ > การตอบคำถามปลายปิดที่ต้องการคำตอบที่แน่ชัด แต่มีตัวเลือกจำนวนมากๆ เช่น เลือกคณะ (กรณีที่คณะมีจำนวนมากๆ เช่น 20 คณะ เป็นต้น)

a5

 

2.6 Scale ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบให้เรตคะแนนว่าค่อนไปทางไหนจากมากที่สุดไปน้อยที่สุด โดยจะเลือกได้เพียงคำตอบเดียว ส่วนลักษณะการเก็บคำตอบเป็นตัวเลขตามเรตที่ให้

เหมาะสำหรับ > มักจะใช้กับคำถามแบบประเมินคะแนนความคิดเห็น

a4

 

2.7 Grid ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามแบบมีคำตอบตายตัวสำหรับคำถามย่อยหลายๆคำถาม แต่มักใช้กับการให้เรตคะแนน โดยจะเลือกได้เพียงคำตอบเดียว ส่วนลักษณะการเก็บคำตอบเป็นประโยคตามที่ระบุในค่าคอลัมน์

เหมาะสำหรับ > มักจะใช้กับคำถามแบบประเมินคะแนนความคิดเห็น

a

 

2.8 Date ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามวัน โดยสามารถเซตให้เลือกตอบเวลาพร้อมๆกันด้วยได้ เช่น ใช้ในการกำหนดวัน

a2

 

2.9 Time ลักษณะการสร้างคำถามประเภทนี้จะเป็นการถามเวลา คล้ายๆกับฟังก์ชั่นคำถามแบบ Date

a3

 

3. การขึ้นหน้าแบบสอบถามใหม่

– ให้คลิกเลือกที่ add item

– จะแสดงเครื่องมือออกมาให้เลือก ให้เลือกที่ Page Break

– จะขึ้น Section เพิ่มขึ้นมาให้กรอกชื่อตอน (Header Text) และคำอธิบาย (Description)

– กดปุ่ม Done เพื่อเพิ่ม Section นั้นเข้าไปในแบบสอบถาม โดยแยกจากหน้าเดิม สังเกตจากเลขหน้าที่เพิ่มขึ้น

 

4. การใส่รูปประกอบ

– ให้คลิกเลือกที่ add item

– จะแสดงเครื่องมือออกมาให้เลือก ให้เลือกที่ Image

– จะขึ้นหน้าต่างให้อัพโหลดไฟล์รูปภาพ หรือเลือกรูปภาพที่อัพโหลดไว้แล้ว

– เมื่อเลือกรูปภาพและกดอัพโหลด หรือเลือกรูปภาพที่มีอยู่ไว้แล้ว จะกลับมาที่การเซตค่ารูปภาพ เช่น ตั้งชื่อ การจัดวางบนหน้ากระดาษ

– กดปุ่ม Done รูปประกอบก็จะไปปรากฎบนแบบสอบถาม

 

5. การใส่คลิปวิดีโอประกอบ

– ให้คลิกเลือกที่ add item

– จะแสดงเครื่องมือออกมาให้เลือก ให้เลือกที่ Video

– จะขึ้นหน้าต่างค้นหาคลิปวิดีโอบนเว็บ Youtube โดยให้ใส่ลิ้งก์เพื่อค้นหา เมื่อพบแล้วให้กดเลือกคลิปที่ต้องการ แล้วกด Select

– จะกลับมาที่การเซตค่าวิดีโอ เช่น ตั้งชื่อ การจัดวางบนหน้ากระดาษ

– กดปุ่ม Done คลิปวิดีโอก็จะไปปรากฎบนแบบสอบถาม สามารถกดเพื่อรับชมได้

 

หมายเหตุ

– สามารถสลับตำแหน่งเพื่อจัดรูปแบบแบบสอบถามตามต้องการ ด้วยการคลิกส่วนลากสลับตำแหน่ง

– หากต้องการบังคับให้ตอบหัวข้อคำถาม สามารถเลือกเซตได้ ทำเครื่องหมายถูกที่ช่อง Required Question แล้วกด Done ที่ตัวคำถาม เมื่อกดแล้วจะขึ้นเครื่องหมายดอกจันสีแดงที่ท้ายคำถาม

– หากต้องการดูตัวอย่างแบบสอบถามที่สร้าง ให้กดดูตัวอย่างที่ View live form

 

หลังจากที่เราได้นำเสนอการปรับแต่งคำถามในแบบสอบถามแล้ว ในคราวหน้า เราจะมาพูดถึงการแชร์แบบสอบถาม และการดูผลลัพธ์การตอบแบบสอบถามกันต่อไป

วิธีแก้ไวรัสวีดีโอ Special Video ของ Chat ใน Facebook

ปัจจุบันต้องยอมรับว่า Facebook เป็นที่นิยมในการใช้งานอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน แต่ขณะเดียวกันก็ต้องยอมรับว่ามักจะมีไวรัสต่าง ๆ ที่แอบแฝงมากับ Facebook มากมาย และ ไวรัสวีดีโอ Special Video ก็เป็นอีกหนึ่งไวรัสที่มักจะระบาดมาทางช่องแชท ใน Facebook และเนื่องจากไวรัสตัวนี้จะทำการส่งข้อความแนบลิ้งพร้อมกับรูปภาพ Profile ของผู้สนทนามาทางแชท Facebook จึงนิยมเรียกไวรัสตัวนี้ว่าไวรัส Special Video  (ตัวอย่างดังภาพ)

img_virus_Special_Video

ภาพที่ 1 ตัวอย่าง ไวรัส SpecialVideo ที่มากับข้อความทาง facebook

เมื่อเราคลิกไปที่ลิ้งจะพบกับหน้าเว็บที่จะแสดงไฟล์วีดีโอ และจะมีปุ่มให้กด Play ในขณะที่เรากดปุ่ม Play นั้นเว็บบราวเซอร์จะแสดงหน้าต่าง Download ซึ่งโปรแกรมที่ดาวน์โหลดมานั้นจะมีชื่อว่า install_flashplayers86x64_msd_aaa_aih.exe ซึ่งไฟล์ติดตั้งตัวนี้หากมองเผินๆ หลายคนอาจจะคิดว่าเป็นไฟล์ install flash player ดังนั้นเมื่อเราเข้าใจผิดว่าเป็นไฟล์สำหรับติดตั้ง flash player ที่สำหรับใช้เล่นไฟล์วีดีโอ เราจึงทำการติดตั้งไฟล์ตัวนี้โดยที่ไม่รู้เลยว่ามันเป็นไวรัส

img12_kmP

ภาพที่ 2 ตัวอย่างไฟล์ไวรัสที่หลังจาก Download ลงเครื่องเรียบร้อยแล้ว

อาการหลังจากเมื่อติดไวรัส Special Video

และหากติดตั้งไฟล์ที่เป็นไวรัสแล้ว อาการแรกที่สังเกตุได้ชัดคือ เว็บบราวเซอร์ (ในตัวอย่างนี้ใช้ Google Chrome) จะทำการปิดตัวลงทันทีและหากเปิดขึ้นมาใหม่  ไวรัสตัวนี้จะเข้าไปฝังตัวอยู่ในเว็บบราวเซอร์ของ Google Chrome ทันที และหากเรา Log in เข้าใช้ Facebook ไวรัสตัวนี้จะทำการส่งข้อความไปหาเพื่อนใน Facebook ของเราโดยอัตโนมัติ (ตัวอย่างดังภาพ)

img11_kmP

ภาพที่ 3 ภาพตัวอย่างไวรัสได้ทำการส่งข้อความไปหาเพื่อนใน Facebook  โดยอัตโนมัติ

วิธีการแก้ไวรัส วิธีที่จะมานำเสนอนั้นจะมีอยู่ 2 วิธี

  • วิธีที่ 1 เปลี่ยนไปใช้เว็บบราวเซอร์อื่น เป็นวิธีแก้ปัญหาชั่วคราว
    ซึ่งหมายความว่า หากเราใช้ Google Chrome ในการเปิดใช้งานFacebook ไวรัสก็จะทำการส่งข้อความไปยังเพื่อนของเราในระบบ Chat แต่ website อื่น ๆ  ก็สามารถใช้งานได้ตามปกติ แต่หากเราต้องการใช้งาน Facebook จริงๆ ให้แนะนำใช้งานเว็บบราวเซอร์อื่นๆ เช่น IE(internet explorer) , Mozilla firefox , Safari ฯลฯ
  • วิธีที่ 2 ถอนรากถอนโคน
  1. เปิด web borswer ที่ติดไวรัสขึ้นมา (ในที่นี้ยกตัวอย่าง Google Chrome)
  2. ไปที่เมนูด้านบนขวา  ตั้งค่า >>> เครื่องมือเพิ่มเติม  >>> ตัวจัดการงาน ดังภาพด้านล่าง

img01

img02_kmP

 

img03_kmP

3. การปิดส่วนขยาย “Browser Optimizer” เป็นการปิดส่วนขยายที่เป็นไวรัสให้หยุดทำงาน

4. เลือกเมนูด้านบนขวา ดังภาพด้านล่าง

img04_kmP

 

5. ทำการลบส่วนขยายแปลกปลอมที่มีชื่อว่า “Browser Optimizer” โดยการคลิกที่รูปถังขยะ

img05_kmP

หมายเหตุ : หากไม่ทำการหยุดส่วนขยาย “Browser Optimizer” ตามขั้นตอนที่ 2 จะไม่สามารถเข้าไปยังหน้า “ส่วนขยาย” ได้

6.  จากนั้นให้ทำการรีเซ็ตค่าทั้งหมดของเว็บบราวเซอร์ มีขั้นตอนดังนี้

img06_kmP

img07_kmP

img08_kmPnew2

7. หลังจากทำการรีเซ็ตเว็บบราวเซอร์เรียบร้อยแล้วให้เราทำการลบโปรแกรม Google Chrome ออกจากเครื่อง โดยไปที่ เมนู “Start” >>> “Control Panal” >>> “Uninstall” เพื่อลบออกจากเครื่องimg09_kmPnew

เมื่อทำตามขั้นตอนตามที่กล่าวมาทั้งหมดแล้ว  ให้ทำการ Restart คอมพิวเตอร์ และ Download Google Chrome เพื่อทำการติดตั้งใหม่อีกครั้ง และหากทำการติดตั้งเรียบร้อยแล้ว ให้ตรวจสอบว่าไวรัสได้ถูกลบออกหรือไม่ ให้ทำตามขั้นที่ 2 อีกครั้ง ว่ามี “Browser Optimizer” ทำงานอยู่หรือไม่ หากไม่มีแล้วลองมาตรวจสอบที่ หน้า “ส่วนขยาย” ทำตามขั้นตอนที่ 4 หากไม่เจอก็แสดงว่าได้ทำการลบไวรัส Special Video ของแชททาง Facebook สำเร็จแล้ว และเพื่อป้องกันไม่ให้ไวรัสเกิดขึ้นอีกให้ทำการเปลี่ยน Password ของบัญชี Facebook ด้วย

ขอบคุณข้อมูล :  http://officemanner.com/