Get Adobe Flash player

sarinya.k

การสร้าง Brush ใช้เองบน Photoshop

กรณีที่ผู้ใช้อยากได้ brush ที่เป็นลวดลายเฉพาะ หรือในรูปแบบที่ถูกใจ สามารถทำตามขั้นตอนได้ดังนี้

 

1. เลือกรูปที่ต้องการนำมาทำเป็น brush โดยทำการ crop รูปให้ได้ขนาดตามต้องการ

2. กดเลือกคำสั่งที่เมนู Edit > Define Brush Preset

3. ทำการตั้งชื่อ brush จากนั้นกด OK

4. brush ที่สร้างขึ้นเองจะถูกเพิ่มเข้าไป
ซึ่งจะดูได้จากรูปแบบของ brush เวลาที่กดใช้ (ส่วนที่เพิ่มใหม่จะอยู่ล่างสุด)

หรือสามารถดูได้จาก brush preset จากเมนู Window > Brush Preset (ส่วนที่เพิ่มใหม่จะอยู่ล่างสุด เช่นกัน)

 

หลังจากสร้างแล้ว เมื่อทดลองใช้ ก็จะได้ brush ในลวดลายตามที่ผู้ใช้ต้องการ

CSS : การเน้น text input เวลาทำการกรอกข้อมูล

ปกติเมื่อมีการใช้งาน text input หากไม่มีการตกแต่งใดๆ ในขณะที่ทำการที่กรอกข้อมูลลงไป textbox input ก็จะมีรูปลักษณ์ไม่ต่างไปจากตอนที่ไม่ได้กรอกข้อมูล แต่ถ้าหากต้องการเพิ่มลูกเล่นให้ text input มีการเน้นจุดที่ทำการกรอกข้อมูล ก็สามารถทำได้โดยกำหนดค่า input ภายใต้ <style>…</style> แล้วใช้โค้ดนี้

input[type=ประเภทtextbox]:focus {
ลักษณะ text input ที่ต้องการ เช่น สี สีขอบ ความหนาของขอบ ฯลฯ;
}

 

ตัวอย่างการใช้งาน (สมมติกำหนดให้ input 2 ประเภทแสดงผลต่างกัน)

 

จะได้ผลลัพธ์ดังนี้

– เมื่อทำการกรอกส่วนที่เป็นประเภท text
ส่วนที่ทำการกรอกข้อมูลจะขึ้นขอบสีดำหนารอบตัว text input ตามที่ตั้งค่าไว้ว่า border: 3px solid #555

– เมื่อทำการกรอกส่วนที่เป็นประเภท password
ส่วนที่ทำการกรอกข้อมูลจะมีพื้นหลังสีเหลืองอ่อนภายใน text input ตามที่ตั้งค่าไว้ว่า background-color: lightyellow

จะเห็นได้ว่า สิ่งที่ทำให้ text input ทั้งสองประเภทแสดงผลลัพธ์ต่างกัน อยู่ที่คำสั่งภาย :focus ของ input แต่ละชนิดนั่นเอง
ซึ่งการกำหนด input[type=???]:focus ก็ต้องสอดคล้องกับ type=”???”  ที่เซตบนตัว input ด้วย

CSS : การตกแต่ง link

โค้ด css จะใช้ในการตกแต่งส่วนต่างๆของหน้าเว็บไซต์ให้มีความสวยงาม คราวนี้เราจะมาอธิบายในส่วนของการใส่สีส่วนต่างๆของ link ที่อยู่ภายใต้ <style>…</style>

  • a:link จะเป็นส่วนสำหรับตั้งค่าตกแต่ง link ที่แสดงปกติ
  • a:visited จะเป็นส่วนสำหรับตั้งค่าตกแต่ง link ที่ผู้ใช้งานเคยคลิกแล้ว
  • a:hover จะเป็นส่วนสำหรับตั้งค่าตกแต่ง link ในเวลาที่เลื่อนเมาส์เข้าไปยังบริเวณ link นั้นๆ
  • a:active จะเป็นส่วนสำหรับตั้งค่าตกแต่ง link ในเวลาที่ผู้ใช้งานกดคลิก link นั้นๆ

 

ตัวอย่างการตั้งค่า

ผลลัพทธ์ที่ได้

  • a:link ตั้งค่า background เป็นสีเหลือง จึงแสดงผลลัพธ์นี้เป็นค่าเริ่มต้นสำหรับ link

  • a:hover ตั้งค่า background เป็นสีเขียวอ่อน จึงแสดงผลลัพธ์นี้เมื่อผู้ใช้งานนำเมาส์ไปวางบริเวณ link

  • a:active ตั้งค่า background เป็นสีชมพู จึงแสดงผลลัพธ์นี้ในขณะที่ผู้ใช้งานคลิกเมาส์ที่ตัว link

  • a:visited ตั้งค่า background เป็นสีฟ้า จึงแสดงผลลัพธ์นี้หลังจากกลับมาที่หน้าเดิมที่เคยคลิก link ดังกล่าวไปแล้ว

 

CSS : การใช้ cursor

ปกติแล้วเวลาใช้งานเว็บไซต์ต่างๆ CURSOR หรือเมาส์ที่ชี้มักจะแสดงในรูปลูกศร หรือเป็นรูปมือเวลาเลื่อนเมาส์ไปชี้ที่ LINK ต่างๆ แต่ถ้าต้องการตกแต่งเว็บไซต์ให้มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น การเปลี่ยนรูป CURSOR ก็เป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่สามารถทำได้ง่ายๆ

การเปลี่ยนรูป CURSOR สามารถเขียนด้วย CSS ด้วยคำสั่งนี้

cursor: รูปแบบที่ต้องการให้แสดง;

 

ตัวอย่างการใช้

<a href=”https://www.yourlink_url.com” style=”cursor:crosshair“>ลากเมาส์มาตรงนี้</a>

 

ผลลัพธ์

ลากเมาส์มาตรงนี้
 

เมื่อเลื่อนเมาส์ไปชี้ จะสังเกตได้ว่า CURSOR จะแสดงผลต่างไปจากปกติ ซึ่งเป็นไปตามรูปแบบที่เรากำหนด
ซึ่งรูปแบบของ CURSOR ภายใต้คำสั่ง CSS ที่สามารถเปลี่ยนรูปแบบได้หลายรูปแบบ อย่างเช่นรูปนี้

Credit :

  • http://coursesweb.net/css/css-cursor-property-custom-cursors
  • https://www.webcodegeeks.com/css/css-cursor-pointer-example/
  • http://www.codetukyang.com/html/technic/mouseover_chg_cursor.htm

CSS : การใช้ overflow ในการจำกัดพื้นที่แสดงข้อมูล

กรณีที่เราอยากจัด layout บนหน้าเว็บเพจให้สวยงาม โดยกำหนดว่าอยากจะให้ข้อมูลแสดงภายในขนาดพื้นที่ๆจัดไว้ เราสามารถกำหนด style ด้วยคำสั่ง overflow เพื่อช่วยจัดการในกรณีที่ข้อมูลมีเนื้อหาหรือขนาดใหญ่เกินพื้นที่ๆกำหนดได้ ด้วยคำสั่ง

 

– overflow: รูปแบบที่ต้องการให้แสดง;

 

overflow สามารถแสดงผลในรูปแบบต่างๆ ตามตัวอย่าง โดยสมมติกำหนดพื้นที่แสดงข้อมูลเป็นพื้นที่สีฟ้า เมื่อเขียนคำสั่งรูปแบบต่างๆจะให้ผลต่างกันดังนี้

  •  overflow: visible แสดงข้อมูลที่ต้องการทั้งหมด

  • overflow: hidden ซ่อนข้อมูลส่วนที่ล้นเกินพื้นที่

  • overflow: scroll แสดงข้อมูลทั้งหมดภายใต้พื้นที่ที่กำหนด โดยใช้ scroll bar แสดงผลส่วนที่ล้น

  • overflow: auto แสดงผลอัตโนมัติ ถ้าข้อมูลเกินก็จะมีแถบ scroll bar ขึ้นให้ (ในรูปตัวอย่างข้อมูลเกิน จึงแสดงผลเหมือน scroll)

 

การทำตัวอักษรวิ่งด้วย HTML

นอกจากการเขียนเนื้อหาเว็บไซต์ด้วยตัวอักษรธรรมดาแล้ว ในการเขียนเว็บด้วย HTML ยังสามารถเพิ่มลูกเล่นให้กับตัวอักษรด้วยการกำหนดให้ตัวอักษรสามารถเคลื่อนไหวได้อีกด้วย ซึ่งสามารถเพิ่มความน่าสนใจให้กับเว็บนั้นๆได้ แถมวิธีการเขียนก็ไม่ยุ่งยาก ตัวโค้ดที่ใช้ ได้แก่

<marquee direction=”ทิศทางการวิ่ง” width=”ความกว้าง” height=”ความสูง” scrollamount=”ความเร็วในการวิ่งของตัวอักษร” scrolldelay=”เวลาหน่วง”>ข้อความที่จะแสดง</marquee>

 

ในการเขียนคำสั่งสร้างตัวอักษรที่มีการเคลื่อนไหว เราจะเขียนภายใต้ <marquee> และปิดด้วย </marquee>
ทีนี้ ในการตั้งค่าตัวอักษรว่าจะให้เคลื่อนที่อย่างไร จะมาเซตในส่วนของ <marquee>

– direction=”ทิศทางการวิ่ง” เป็นการกำหนดทิศทางการวิ่งของตัวอักษร มี 4 อย่าง ได้แก่

  • <marquee direction=”left”>ข้อความวิ่งจากขวาไปซ้าย</marquee>
  • <marquee direction=”right”>ข้อความวิ่งจากซ้ายไปขวา</marquee> 
  • <marquee direction=”up”>ข้อความวิ่งจากล่างขึ้นบน</marquee>
  • <marquee direction=”down”>ข้อความวิ่งจากบนลงล่าง</marquee>

– width=”ความกว้าง” เป็นการกำหนดความกว้างของบรรทัดตัวอักษรที่จะวิ่ง (มักใช้กรณีกำหนดทิศทางการวิ่งแบบ left หรือ right) ใช้กำหนดได้ทั้งตัวเลขโดดๆและแบบเป็นเปอร์เซนต์

– height=”ความสูง” เป็นการกำหนดความสูงของบรรทัดตัวอักษรที่จะวิ่ง (มักใช้กรณีกำหนดทิศทางการวิ่งแบบ up หรือ down) ใช้กำหนดได้ทั้งตัวเลขโดดๆและแบบเป็นเปอร์เซนต์เช่นเดียวกับการกำหนดความกว้าง

– scrollamount=”ความเร็วในการวิ่งของตัวอักษร” และ scrolldelay=”เวลาหน่วง” เป็นการกำหนดความเร็วในการวิ่งและกำหนดความหน่วงของ โดยกำหนดเป็นตัวเลข ถ้าตัวเลขมากก็ยิ่งเร็วมาก ตัวเลขน้อยก็ยิ่งช้า

 

เพิ่มเติม
หากต้องการเซตให้ข้อความวิ่งไปวิ่งมา จะเซตด้วย behavior=”alternate” เช่น <marquee behavior=”alternate”>ข้อความที่ต้องการ<marquee>

นอกจากนี้ ยังสามารถเซตค่าสีพื้นหลัง สีอักษร ขนาดฟ้อนท์กับ <marquee> ได้เหมือนตัวอักษรตามปกติ

การทำ Datasource และกำหนดค่าเริ่มต้นให้กับ Combobox (ASP.NET C#)

DropDownList กับ Combobox มีความคล้ายคลึงกันในแง่ของการเอาไปใช้งาน และในส่วนของการตั้งค่า Datasource สำหรับตัว DropDownList กับ Combobox เองก็มีความคล้ายคลึงกัน ดังนี้

ชื่อ combobox.Item.Clear();
ชื่อ combobox.TextField = ชื่อ col ของ dataset;
ชื่อ combobox.ValueField = ชื่อ col ของ dataset;
ชื่อ combobox.DataSource = ชื่อของ dataset;
ชื่อ combobox.DataBind();

ตัวอย่างโค้ด

จะเห็นได้ว่าโค้ด มีความคล้ายคลึงกันมากในส่วนการนำค่า Dataset มากำหนดค่าให้กับ
แต่จะมีข้อแตกต่างเล็กน้อยในกรณีที่มีการกำหนด index หรือการกำหนด combobox ค่าใดค่าหนึ่งเริ่มต้นไว้ ดังรูป

สิ่งที่ใช้ในการเซตค่าเริ่มต้น นั่นคือส่วน .Value

ชื่อ combobox.SelectIndex = -1;
ชื่อ combobox.Value = ค่าที่กำหนด;

.SelectIndex ปกติแล้วจะใช้ในการกำหนด index ของตัว combobox และ dropdownlist
แต่ในที่นี้ ที่กำหนดเป็น -1 ตายตัว ก็คือการเคลียร์ค่า select เดิมก่อนจะกำหนดค่าใหม่

.Value 
ส่วนนี้จะเป็นโค้ดสำหรับการเซตค่าเริ่มต้นให้กับตัว combobox
ในขณะที่การกำหนดค่าเริ่มต้นของ dropdownlist จะใช้โค้ด

  • ชื่อdropdownlist.Items.FindByValue(ค่าที่กำหนดเป็น string).Selected = true;
  • ชื่อdropdownlist.SelectedValue = ค่าที่กำหนด;

พัฒนาระบบเก็บวัสดุและครุภัณฑ์สำนักงาน สำหรับใช้งานภายในสำนักวิทยบริการ

การพัฒนาระบบเก็บวัสดุและครุภัณฑ์สำนักงาน จะมีสองระบบ คือ 1) ระบบเก็บครุภัณฑ์สำนักงานจะดึงข้อมูลจากฐานข้อมูล ERP (ระบบบริหารทัพย์สินภายในมหาวิทยาลัย) เพื่อเชื่อมโยงกับเลขครุภัณฑ์ ส่วน 2) ระบบเก็บวัสดุ จะเป็นการเก็บข้อมูลที่นอกเหนือจากข้อมูลในระบบ ERP เพื่อให้สะดวกต่อการบริหารจัดการวัสดุสำนักงาน

ระบบวัสดุ เป็นส่วนหนึ่งของระบบบริหารจัดการครุภัณฑ์และวัสดุ ระบบที่ใช้บันทึกการเบิกวัสดุภายในสำนักวิทยบริการ ที่สามารถสร้างและแก้ไขรายละเอียดเกี่ยวกับวัสดุและใบเบิกวัสดุได้ ภายในระบบประกอบด้วย

  1. ระบบบันทึกรายละเอียดวัสดุ จะเป็นการบันทึกรายการวัสดุที่มีในคลังของสำนักวิทยบริการ ในหน้าวัสดุจะแสดงรายการวัสดุทั้งหมดและรายละเอียด
    เช่น วัสดุมีอะไรบ้าง เป็นชนิดไหหน ใช้งบใดในการจัดซื้อ จำนวนที่จัดซื้อ ราคาต่อหน่วย ยอดคงเหลือปัจจุบัน เป็นต้น

  2. ระบบบันทึกใบเบิกวัสดุ จะเป็นการบันทึกรายละเอียดการเบิกจ่ายวัสดุให้แก่บุคลากรของสำนักวิทยบริการ ในหน้าใบเบิกวัสดุจะแสดงรายละเอียดโดยรวมเกี่ยวกับใบเบิกวัสดุ
    เช่น ชื่อผู้เบิก ผู้จ่าย วัสดุที่เบิก ยอดคงเหลือ วันที่ทำการเบิก วันที่ทำการจ่าย เป็นต้น

 

วิธีการเข้าใช้

  1. ทำการล๊อคอินเข้าใช้ ด้วย username rmutp passport
  2. พิมพ์ password
  3. กดปุ่มเข้าสู่ระบบ ถ้าล๊อคอินสำเร็จ ระบบจะเข้าสู่หน้าส่วนกลางเพื่อเลือกโหมดการใช้งาน

 

วิธีเพิ่มรายการวัสดุ หรือ รายการใบเบิกวัสดุ


– ในการจะเพิ่มรายการวัสดุหรือใบเบิกวัสดุ เวลาที่ผู้ใช้งานต้องการจะเพิ่มรายการ
จะต้องคลิกไอคอน “เครื่องหมายบวก” ที่หน้าวัสดุหรือใบเบิกวัสดุ โดยไอคอนจะอยู่ตรงมุมซ้ายบนของตาราง


– เมื่อกดแล้ว ระบบจะนำผู้ใช้งานไปยังหน้าเพิ่มวัสดุ หรือเพิ่มใบเบิกวัสดุ
ให้ผู้ใช้ทำการกรอกรายละเอียดต่างๆ แล้วกดบันทึก เป็นอันเรียบร้อย

 

วิธีแก้ไขรายการวัสดุ หรือ รายการใบเบิกวัสดุ


– ในการจะแก้ไขรายการวัสดุหรือใบเบิกวัสดุ เวลาที่ผู้ใช้งานต้องการจะแก้ไขรายการ จะต้องดูจากลิสท์รายชื่อรายการในหน้านั้นๆ
เมื่อหารายการที่ต้องการแก้ไขเจอ ให้กดไอคอน “แก้ไข” ที่อยู่ทางซ้ายมือของแถวรายการข้อมูลนั้น


– เมื่อกดแล้ว ระบบจะนำผู้ใช้งานไปยังหน้าแก้ไขรายละเอียด โดยจะดึงข้อมูลจากของเดิมมาจากฐานข้อมูลมาแสดง
ให้ผู้ใช้ทำการแก้ไขรายละเอียดต่างๆ เมื่อแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ให้กดบันทึกข้อมูลสู่ระบบ
หมายเหตุ : ในการแก้ไขข้อมูลที่เกี่ยวกับจำนวนวัสดุ ระบบไม่สามารถคำนวนยอดคงเหลืออัตโนมัติให้อย่างตอนที่ทำการเพิ่มรายการ
ทางผู้ใช้งานจึงควรใช้ความระมัดระวังในการแก้ไขข้อมูลในส่วนนี้

HTML : การใส่ลูกเล่นให้รูปภาพเปลี่ยนรูปเมื่อนำเมาส์ไปชี้

การใส่ลูกเล่นให้กับรูปภาพที่นำมาประกอบบนเว็บไซต์เป็นอีกหนึ่งในวิธีเพิ่มความน่าสนใจให้แก่เว็บไซต์ คราวนี้เราจะมานำเสนอการใส่รูปภาพที่มีลูกเล่น สามารถเปลี่ยนรูปได้เมื่อนำเมาส์ไปชี้ที่รูปภาพ และรูปจะเปลี่ยนกลับคืนเมื่อนำเมาส์ออกห่างจากรูป ซึ่งสามารถเขียนจากโค้ดได้ ดังนี้

<img src=”urlรูปภาพที่ 1” border=”0″
onmouseover=”this.src=’urlรูปภาพที่ 2‘;”
onmouseout=”this.src=’urlรูปภาพที่ 1‘;”
/>

ตัวอย่างการใส่โค้ด :

ในการนำรูปภาพมาใส่ลูกเล่น ให้นำ url รูปภาพมากำหนดให้กับค่า src ซึ่งจะต้องตรงกับ url ที่ใช้กับ onmouseout (ตามตัวอย่างใช้ไอคอนพื้นหลังสีฟ้า) ในขณะที่ url ที่ใช้กับ onmouseover จะกำหนดเป็นอีก url หนึ่ง (ตามตัวอย่างใช้ไอคอนพื้นหลังสีเขียว)

ซึ่งจะแสดงผลได้ดังนี้

  • ลักษณะรูปภาพในหน้าเว็บปกติ จะแสดงรูปที่ 1 (url รูปใน src และ onmouseout)

 

  • เมื่อนำเมาสืชี้ไปที่รูปภาพไอคอนที่เชตไว้ ลักษณะรูปภาพในหน้าเว็บจะเปลี่ยนเป็นรูปที่ 2 (onmouseover)

ทั้งนี้ หากผู้ใช้นำเมาส์ออกห่างจากพื้นที่ของรูปภาพ รูปภาพเดิมที่เซตไว้ก็จะกลับคืนมาเป็นหน้าเว็บไซต์ปกติ

การใส่ Placeholder ลงใน Text input

Placeholder คือข้อความตัวอย่างหรือคำอธิบายที่ใส่ text input เพื่ออธิบายคุณลักษณะของ text หรือ textarea หรือกระทั่งใช้ในการยกตัวอย่างรูปแบบข้อความที่อยากให้ผู้ใช้งานกรอกลงในหน้าเว็บไซต์ เช่น รูปแบบการกรอกอีเมล หรือ ตัวอย่างการกรอก url เพื่อแสดง link website

Code ที่ใช้ :

placeholder=“ตัวอย่างข้อความ”

 

ตัวอย่างการใช้ :

จะแสดงผลได้ดัวตัวอย่าง :

ตัวอย่างเมื่อทำการกรอกข้อมูล :

แสดงให้เห็นว่า เมื่อกำหนด placeholder ให้แก่ text input แล้ว ข้อความหรือคำดังกล่าวจะไปแสดงใน text input ซึ่งข้อความดังกล่าวจะเป็นเพียงตัวอย่าง ไม่ใช่ input จริง ดังนั้น ผู้ใช้งานจะสามารถกรอกข้อมูลทับได้ และหากลบข้อความที่ input เข้าไป ข้อความตัวอย่างก็จะปรากฎอีกครั้ง